เมื่อวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 QuickServ ได้ร่วมกับ Dell Technologies, VST ECS และ Bitdefender จัดงานสัมมนา Smart Healthcare Transformation: ก้าวสู่สาธารณสุขอัจฉริยะด้วย AI และโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ณ โรงแรมคลาสสิค คามิโอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการนำ AI, Private Cloud และ Cybersecurity มาประยุกต์ใช้กับระบบงานด้านสาธารณสุข

สาระสำคัญภายในงานครอบคลุม 2 หัวข้อหลัก ได้แก่ Powering Smart Healthcare with Dell AI & Distributed Private Cloud และ Securing Smart Healthcare with Bitdefender MDR สะท้อนให้เห็นว่า การก้าวสู่ Smart Healthcare ไม่ได้อาศัยเพียง Application หรือ AI เท่านั้น แต่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน IT ที่พร้อมรองรับข้อมูลและ Workload ควบคู่กับระบบรักษาความปลอดภัยที่สามารถตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างต่อเนื่อง
องค์กรด้านสาธารณสุขมีทั้งระบบงานที่ต้องให้บริการอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลผู้รับบริการที่มีความอ่อนไหว และข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น ระบบเวชระเบียน ระบบห้องปฏิบัติการ ระบบบริหารจัดการภายใน ตลอดจนข้อมูลภาพทางการแพทย์ เมื่อปริมาณข้อมูลและความซับซ้อนของระบบเพิ่มขึ้น การวางแผน Digital Transformation จึงต้องพิจารณามากกว่าการเพิ่ม Software ใหม่เข้าไปในระบบเดิม
แนวคิด Smart Healthcare Transformation ภายในงานจึงมุ่งเชื่อมโยงองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การเตรียม Infrastructure ให้พร้อมต่อการขยายตัว การสร้างระบบที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น การออกแบบทั้ง 4 ด้านไปพร้อมกันจะช่วยให้องค์กรประเมินได้ชัดเจนขึ้นว่า Workload ใดเหมาะกับ AI ข้อมูลควรจัดเก็บและประมวลผลที่ใด ระบบใดจำเป็นต้องมีความพร้อมใช้งานสูง และควรวางมาตรการ Cybersecurity ในแต่ละชั้นอย่างไร
ในหัวข้อ Powering Smart Healthcare with Dell AI & Distributed Private Cloud มีการนำเสนอแนวทางเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการประมวลผลข้อมูลและ AI โดยประเด็นสำคัญคือ องค์กรไม่ควรเริ่มโครงการ AI จากการเลือกเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากการวิเคราะห์ข้อมูล Workload และข้อจำกัดของระบบที่มีอยู่ก่อน

AI Workload แต่ละประเภทต้องการทรัพยากรแตกต่างกัน บางโครงการอาจเริ่มจากการนำ AI มาช่วยค้นหาและสรุปข้อมูลภายใน บางโครงการต้องประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก หรือทำงานร่วมกับ Application หลักขององค์กร ดังนั้น Server, Storage, Network, Data Protection และระบบบริหารจัดการจึงต้องได้รับการออกแบบให้สัมพันธ์กัน
ก่อนนำ AI มาใช้งานจริง องค์กรควรประเมินความพร้อมอย่างน้อยในประเด็นต่อไปนี้
• Data และ Workload: ข้อมูลอยู่ที่ใด มีรูปแบบอย่างไร และสามารถนำมาใช้กับ AI ได้ภายใต้สิทธิ์ที่เหมาะสมหรือไม่
• Compute: ต้องใช้ CPU, GPU หรือ Accelerator ในระดับใด และควรเริ่มจากการทดสอบหรือวางระบบ Production ทันที
• Storage: รองรับปริมาณข้อมูล ความเร็วในการอ่านเขียน การขยายความจุ และการสำรองข้อมูลได้เพียงพอหรือไม่
• Network: มี Bandwidth และ Latency เหมาะกับการส่งข้อมูลระหว่างผู้ใช้ Application และระบบประมวลผลหรือไม่
• Availability และ Security: หากระบบขัดข้องหรือเกิดเหตุการณ์ด้าน Cybersecurity จะกู้คืนและให้บริการต่อได้อย่างไร
โครงสร้างพื้นฐาน Server ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่เพียงเครื่องที่มี Specification สูง แต่ต้องเป็น Configuration ที่สอดคล้องกับลักษณะข้อมูล จำนวนผู้ใช้งาน เป้าหมายของโครงการ และแผนการเติบโตในระยะยาว
อีกแนวคิดสำคัญคือ Distributed Private Cloud ซึ่งช่วยให้องค์กรพิจารณาวาง Workload และข้อมูลในตำแหน่งที่เหมาะสม แทนการกำหนดให้ทุกระบบทำงานอยู่ในพื้นที่เดียวกันทั้งหมด โดยยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุม การบริหารจัดการ และมาตรฐานขององค์กร สำหรับหน่วยงานสาธารณสุขที่อาจมีหลายอาคาร หลายสาขา หรือมีระบบที่ต้องประมวลผลใกล้แหล่งกำเนิดข้อมูล แนวทางนี้ช่วยเปิดโอกาสให้ออกแบบสถาปัตยกรรมตามข้อกำหนดของแต่ละ Workload ได้ยืดหยุ่นขึ้น อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ Private Cloud, Public Cloud, Edge หรือระบบแบบ Hybrid ควรพิจารณาร่วมกันทั้งด้านประสิทธิภาพ ความพร้อมใช้งาน ความปลอดภัย การดูแลรักษา และงบประมาณตลอดอายุการใช้งาน
ช่วงถัดมาของงานเป็นหัวข้อ Securing Smart Healthcare with Bitdefender MDR ซึ่งให้ความสำคัญกับการรับมือภัยคุกคามในสภาพแวดล้อมที่ระบบ IT ต้องให้บริการต่อเนื่อง และมีทั้ง Endpoint, Server, Account ผู้ใช้งาน และ Application หลายประเภทเชื่อมโยงกัน การติดตั้ง Anti-Virus หรือเครื่องมือป้องกันเพียงชั้นเดียวอาจไม่เพียงพอต่อรูปแบบการโจมตีที่ซับซ้อนขึ้น องค์กรจึงต้องมีความสามารถในการมองเห็นเหตุการณ์ ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ ตรวจสอบความเชื่อมโยงของสัญญาณเตือน และตอบสนองเมื่อพบความเสี่ยง

Managed Detection and Response หรือ MDR เป็นบริการที่ผสานเทคโนโลยีตรวจจับและตอบสนองเข้ากับการทำงานของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย เพื่อช่วยเฝ้าระวัง วิเคราะห์ จัดลำดับความสำคัญ และสนับสนุนการตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง แนวทางนี้เหมาะกับองค์กรที่ต้องการยกระดับ Security Operations แต่มีบุคลากรหรือเวลาในการติดตาม Alert จำนวนมากอย่างจำกัด
สำหรับ Smart Healthcare เป้าหมายของ Cybersecurity ไม่ได้มีเพียงการป้องกัน Malware แต่ต้องช่วยลดโอกาสที่เหตุการณ์หนึ่งจะกระทบต่อข้อมูล การให้บริการ และความต่อเนื่องของระบบ การวางแผนจึงควรครอบคลุมตั้งแต่การลดช่องทางโจมตี การกำหนดสิทธิ์ การป้องกัน Endpoint การตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ ไปจนถึงแผน Incident Response, Backup และ Disaster Recovery องค์กรควรกำหนดขอบเขตระบบที่จะเฝ้าระวังให้ชัดเจน พร้อมวางขั้นตอนการประสานงานระหว่างทีม IT ผู้ให้บริการ และผู้เกี่ยวข้องเมื่อเกิดเหตุ เพื่อให้การแจ้งเตือนไม่จบลงเพียงการพบปัญหา แต่สามารถนำไปสู่การควบคุม ตรวจสอบ และฟื้นฟูระบบได้อย่างเป็นขั้นตอน สามารถดูภาพรวม โซลูชัน Cybersecurity สำหรับองค์กร เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ QuickServ
จากหัวข้อ Dell AI, Distributed Private Cloud และ Bitdefender MDR สามารถสรุปแนวทางสำหรับองค์กรสาธารณสุขได้ 4 ประเด็น
การเริ่มจากปัญหาหรือกระบวนการที่ต้องการปรับปรุง จะช่วยให้องค์กรกำหนดขอบเขตข้อมูล ทรัพยากร และตัวชี้วัดของโครงการ AI ได้ชัดเจนกว่าการเริ่มจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
ระบบ AI, Database, Virtualization, Backup และ Application ทั่วไปมีความต้องการต่างกัน การเลือก Server, Storage และ Network จึงควรประเมินจากการใช้งานจริง รวมถึงแผนขยายระบบในอนาคต
ยิ่งมีการเชื่อมต่อข้อมูล ระบบ และผู้ใช้งานมากขึ้น Attack Surface ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น การกำหนดสิทธิ์ การป้องกัน การตรวจจับ และแผนตอบสนองจึงควรถูกออกแบบไปพร้อมกับ Infrastructure
โครงการ Smart Healthcare เกี่ยวข้องกับหลายองค์ประกอบและหลายทีม การมีผู้ช่วยวิเคราะห์ Workload ออกแบบ Configuration เชื่อมโยง Solution และวางแผนการดูแลหลังติดตั้ง จะช่วยให้องค์กรประเมินทางเลือกและงบประมาณได้รอบด้านขึ้น

งาน Smart Healthcare Transformation ครั้งนี้สะท้อนแนวทางของ QuickServ ในการเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐาน AI, Private Cloud และ Cybersecurity ให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์กร โดยทำงานร่วมกับ Dell Technologies, VST ECS และ Bitdefender เพื่อถ่ายทอดข้อมูลและแนวทางที่สามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนระบบได้ QuickServ ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน รวมถึง Dell Technologies, VST ECS และ Bitdefender ที่ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ในงานสัมมนาครั้งนี้
หากโรงพยาบาล หน่วยงานสาธารณสุข หรือองค์กรกำลังวางแผนพัฒนา AI Infrastructure, Private Cloud, Server, Storage, Backup หรือ Cybersecurity สามารถพูดคุยกับทีมงาน QuickServ เพื่อช่วยวิเคราะห์ Workload ออกแบบ Configuration และวางแนวทางให้เหมาะกับระบบเดิม งบประมาณ และเป้าหมายของโครงการ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
A: Smart Healthcare Transformation คือการนำข้อมูล ระบบดิจิทัล AI และโครงสร้างพื้นฐาน IT มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและสนับสนุนการให้บริการด้านสุขภาพ โดยต้องดำเนินการควบคู่กับการรักษาความปลอดภัย ความพร้อมใช้งาน และการกำกับดูแลข้อมูล
A: Dell AI เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางเตรียม Infrastructure สำหรับ AI Workload ขณะที่ Distributed Private Cloud ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการกำหนดตำแหน่งของข้อมูลและ Workload ให้เหมาะกับข้อกำหนดของแต่ละระบบ ทั้งนี้ Configuration ที่เหมาะสมต้องพิจารณาจาก Use Case ปริมาณข้อมูล ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และงบประมาณของแต่ละองค์กร
A: Bitdefender MDR คือบริการ Managed Detection and Response ที่ช่วยสนับสนุนการเฝ้าระวัง วิเคราะห์ และตอบสนองต่อภัยคุกคาม โดยผสานเทคโนโลยีด้าน Cybersecurity เข้ากับการทำงานของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยให้องค์กรมองเห็นและจัดการเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
A: QuickServ สามารถช่วยวิเคราะห์ความต้องการและออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น AI Infrastructure, Server, Storage, Private Cloud, Backup, Network และ Cybersecurity โดยพิจารณาให้เหมาะกับ Workload ระบบเดิม จำนวนผู้ใช้งาน งบประมาณ และแผนการขยายระบบขององค์กร