Windows 11 Home vs Pro แตกต่างกันอย่างไร
Please wait...
1786933644.jpg
1786356967.jpg
1789381284.jpg
1788343577.jpg
1788343655.jpg
1788774638.jpg
1788244639.jpg
1788342950.jpg
1789022451.jpg
1788343721.jpg
1786675231.jpg
1788259208.jpg
SOLUTIONS CORNER
Windows 11 Home vs Pro แตกต่างกันอย่างไร

Windows 11 Home vs Pro: แตกต่างอย่างไรสำหรับผู้ใช้แบบธุรกิจ?

Windows 11 Home vs Pro difference for business users

 

วันนี้เราจะมาเปรียบเทียบฟีเจอร์และเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีในเวอร์ชัน Home และ Pro ของ Windows 11

Windows 11 ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปีนี้ อาจทำให้ผู้ดูแลระบบและผู้จัดการฝ่ายไอทีเกิดไอเดียขึ้นมากมาย ธุรกิจจำนวนมากอาจรู้สึกว่าตนเพิ่งอัปเกรดเป็น Windows 10 เสร็จไปเมื่อไม่นานนี้เองไม่ใช่หรือ (และจริงๆ หลายบริษัทเพิ่งทำเช่นนั้นไป)

ก่อนหน้านี้ Windows 10 ถูกแปะป้ายว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการอันน่านับถือรุ่น "สุดท้าย"  ดังนั้นจึงเป็นไปได้ค่อนข้างมากที่หลายคนจะรู้สึกใจหายหากมีแถลงการณ์ในลักษณะดังกล่าวออกมาจริง ตัว Windows 10 ได้รับการพัฒนาควบคู่ไปกับ Windows 11 จนถึงเดือนตุลาคม 2024 จึงไม่มีความเร่งรีบมากนัก แต่เมื่อถึงเวลา เราก็คงต้องตัดสินใจเลือกว่าจะเอา Windows 11 Home หรือ Pro?

นับตั้งแต่ช่วงเวลาอันวุ่นวายสมัย Windows 7 พร้อมด้วยรุ่นพื้นฐานของมันอีกหกรุ่น Microsoft ได้พยายามทำให้ตัวเลือกดังกล่าวนี้ง่ายขึ้น โดยจะมีสองตัวเลือกพื้นฐานสำหรับแล็ปท็อปและสำหรับเดสก์ท็อป Windows ส่วนใหญ่ ได้แก่ Windows 11 Home และ Windows 11 Pro แต่ทั้งสองตัวนี้แตกต่างกันจริงๆ หรือ? คุณ หรือทีมของคุณต้องการใช้รุ่น Pro จริงหรือไม่? เราทำการพิจารณาความแตกต่างเพื่อให้คุณตัดสินใจได้ด้วยตัวคุณเองมา ณ ที่นี้แล้ว


Windows 11 มีแค่สองรุ่น?

ในทางเทคนิค Windows 11 มีมากกว่าสองเวอร์ชัน อย่างไรก็ดี พวกตัวเวอร์ชันอื่นๆ มุ่งเป้าไปยังกรณีการใช้งานแบบเฉพาะเจาะจงอยู่ โดยจะมีเวอร์ชันที่แยกส่วนสำหรับภาคการศึกษาซึ่งเป็นคู่แข่งกับ Chrome OS ของ Google และรุ่นเฉพาะสำหรับ IoT และอุปกรณ์แบบฝังติดตั้ง ซึ่ง ณ จุดนี้เราคงไม่ได้มาสนใจตรงจุดนั้นเท่าไร เนื่องจากเรามุ่งเน้นที่การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างรุ่นหลักสองรุ่นมากกว่า

เวอร์ชันแบบที่สาม เรียกว่า “Windows 11 Pro สำหรับเวิร์กสเตชัน” โดยมุ่งเป้าไปที่เครื่องระดับไฮเอนด์ เช่น รุ่นที่ใช้โดยนักออกแบบกราฟิกและผู้พัฒนาเกม โดยเราได้การรวมเวอร์ชันที่ว่านี้ไว้ในกลุ่ม Windows 11 Pro เมื่อพิจารณาจากจุดประสงค์ของบทความ  และยังไม่ได้นำ "โหมด S" เข้ามารวมในนี้ เนื่องจากเป็นการใช้งานในแบบที่สามารถเปิดและปิดได้โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงใบอนุญาตที่คุณเลือกซื้อ จึงไม่ควรนำมาพิจารณาประกอบการซื้อ


Windows 11 สำหรับคนทำงานที่บ้านและธุรกิจเล็กๆ

แม้ว่าบทความนี้จะมุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้ธุรกิจเป็นหลัก เราก็คงต้องขอเกริ่นเกี่ยวกับผู้ใช้รายบุคคล ผู้ค้ารายย่อย และธุรกิจขนาดเล็กก่อน คุณต้องใช้ Windows 11 Pro หรือไม่? แน่นอนคุณไม่จำเป็นต้องใช้ แม้ว่าไอ้ "วัฒนธรรมการอัปเกรด" ที่เขาเรียกๆ กันจะบอกเราว่าควรจัดเวอร์ชันที่ทำได้ครบสูตรไปเลย แต่ตรรกะเดียวกันนี้ใช้ไม่ได้กับ Windows

ความแตกต่างส่วนใหญ่ที่ต่อไปนี้เราจะพูดถึงกันนั้น จะไม่เกี่ยวข้องกับส่วนนี้เลยแม้แต่น้อย เว้นแต่เสียว่าคุณจะทำงานในระดับองค์กร Windows 11 Home เป็นเวอร์ชันที่เพียงพอแล้วสำหรับการใช้งานอุปกรณ์เพียงคนเดียว คุณไม่ได้พลาดอะไรไปจากการที่ไม่ได้ซื้อเวอร์ชัน Pro


Windows 11 Home vs Pro: ฟีเจอร์รักษาความปลอดภัย

เมื่อเป็นเรื่องความปลอดภัย Windows ทั้งสองเวอร์ชันมีการเข้ารหัสอุปกรณ์โดยพื้นฐานมาเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว เช่นเดียวกับเครื่องมืออย่าง Find my Device และ Secure Boot ทั้งสองเวอร์ชันยังมีการป้องกันอินเทอร์เน็ตได้ระดับมาตรฐานที่คุณคาดหวัง เช่น ไฟร์วอลล์และการป้องกันเครือข่าย เป็นต้น

ฟีเจอร์พิเศษใน Windows 11 Pro แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักๆ คือ ความปลอดภัยและการปรับใช้ ในแง่ของความปลอดภัย มีฟีเจอร์พิเศษอยู่สองอย่าง คือฟีเจอร์เข้ารหัสด้วย BitLocker และฟีเจอร์ Windows Information Protection (WIP) โดยทั้งคู่มุ่งเป้าไปที่คนทำงานที่บ้านและผู้ใช้ที่นำอุปกรณ์มาเอง (BYOD) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของ Microsoft ที่จะโอบรับ "New Normal" ของการทำงาน


BitLocker

BitLocker เป็นฟีเจอร์การเข้ารหัสเต็มรูปแบบเพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในฮาร์ดไดรฟ์ของเครื่องที่สูญหายและถูกขโมยโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีมาตั้งแต่สมัยของ Windows Vista แล้ว ซึ่งเมื่อเปิดใช้งาน ก็จะใช้ Trusted Platform Module (TPM) ซึ่งเป็นชิปแยกในแต่ละเครื่อง ในการเข้ารหัสเซกเตอร์ฮาร์ดดิสก์ตามเซกเตอร์ รหัสจะถูกแยกออกจาก BIOS โดยสิ้นเชิง และจะถอดรหัสได้เมื่อผู้ใช้พิมพ์รหัสในขั้นตอนก่อนการบูตเครื่อง หรือว่าพิมพ์ PIN ของ Windows หรือใช้ USB stick เท่านั้น ซึ่งอาจเป็นระดับแบบประเภททั่วไป หรือ ประเภทเพื่อปลอดภัยเป็นพิเศษแบบที่ใช้คีย์การตรวจสอบสิทธิ์แบบสองปัจจัยมาตรฐาน FIDO

ถ้าไม่มีคีย์ ไดรฟ์ทั้งหมดจะถูกล็อคด้วยการเข้ารหัสระดับรักษาความปลอดภัยธนาคารระดับ AES 256 บิต ทำให้ไม่สามารถถอดรหัสได้แทบจะในทันที คิดดูก็ได้ว่าก็เหมือนแรนซัมแวร์แบบย้อนศรนั่นแหละ คอมพิวเตอร์จะถูกล็อคไว้ หัวขโมยหรือผู้ค้นหาจะสามารถเข้าถึงดิสก์ได้ด้วยคีย์ที่ถูกต้องเท่านั้น แม้ว่าฟีเจอร์นี้จะมีประโยชน์สำหรับผู้ใช้ทั่วไป แต่ก็ยังมีตัวเลือกการรักษาความปลอดภัยอื่นๆ มากมายรวมอยู่ใน Windows แล้ว เว้นแต่ผู้ใช้ของคุณจะเก็บข้อมูลที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่งไว้ในไดรฟ์ และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ อุปกรณ์นี้ใช้พกพาได้ (เช่น แล็ปท็อป) อะไรที่ "น่ามี" อาจไม่ใช่เหตุผลที่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มในการซื้อเวอร์ชัน Pro


Windows Information Protection

ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยตัวที่สองคือ Windows Information Protection (WIP) ซึ่งก่อนหน้านี้ใช้ชื่อว่า Enterprise Data Protection (EDP) ฟีเจอร์นี้เป็น "เครือข่ายความปลอดภัย" ชนิดหนึ่งที่ใช้ในการช่วยให้มั่นใจได้ว่าในกรณีที่คอมพิวเตอร์ถูกนำไปใช้กับสภาพแวดล้อมเครือข่าย เช่น เครื่อง BYOD เจ้าอุปกรณ์เหล่านี้จะไม่ทำให้ข้อมูลที่ละเอียดอ่อนรั่วไหลเนื่องจากขาดการป้องกัน

ฟีเจอร์นี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อหยุดแฮ็กเกอร์ แต่มีไว้เพื่อปกป้องไม่ให้สิ่งที่ Microsoft เรียกว่า "พนักงานที่ซื่อสัตย์" เผลอถ่ายโอนข้อมูลไปยังไดรฟ์ภายในเครื่องหรือ USB ภายนอกเครื่องโดยไม่ได้ตั้งใจ มันทำงานได้ดีที่สุดเมื่อใช้ร่วมกับฟีเจอร์ที่สองซึ่งติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ Windows Azure เรียกว่า Azure Rights Management ซึ่งช่วยระบุข้อมูลละเอียดอ่อนตั้งแต่แรก แม้ว่าจะมีการป้องกันได้โดยไม่จำเป็นมี Azure แต่เครื่องมือทั้งสองก็ช่วยเสริมซึ่งกันและกัน ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถควบคุมข้อมูลที่ปลอดภัยในการถ่ายโอนและข้อมูลที่ไม่ปลอดภัยสำหรับการถ่ายโอนได้นั่นเอง


Windows 11 Home vs Pro: การยกระดับการปรับใช้เครือข่าย

ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่าง Windows 11 Home และ Pro Edition คือชุดฟีเจอร์ขนาดใหญ่ที่เน้นการใช้งานเครือข่ายนั่นเอง
ด้วยความที่มีการยกเครื่องสำหรับวัฒนธรรมการทำงานแบบไฮบริดใหม่ ฟีเจอร์เหล่านี้นี่แหละที่จะเป็นตัวตัดสินว่าคุณควรใช้ Pro หรือไม่ หากฟีเจอร์ในสองสามย่อหน้าถัดไปไม่มีความหมายสำหรับคุณ แสดงว่าคุณอาจไม่จำเป็นต้องใช้ Pro เลย


การเข้าถึงแบบได้รับมอบหมาย (Assigned Access): อนุญาตให้ผู้ดูแลระบบทำการเลือกแอปพลิเคชันที่เครื่องแต่ละเครื่องสามารถใช้ได้
โดยสามารถกำหนดค่าสำหรับทั้งเครื่องหรือสำหรับผู้ใช้เฉพาะราย คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกันทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องส่วนบุคคลและเครื่องสำหรับธุรกิจโดยไม่ต้องมีเส้นแบ่งให้ต้องประนีประนอม


การจัดสรรแบบไดนามิก (Dynamic Provisioning): ช่วยให้องค์กรสามารถตั้งค่าเครื่องที่มีสิทธิและระดับการรักษาความปลอดภัยโดยเฉพาะด้วยแอปพลิเคชันการดูแลระบบ โดยผู้ดูแลระบบสามารถใช้การตั้งค่าเดียวกันกับทุกเครื่องได้ในคลิกเดียว แทนที่จะใช้แบบเครื่องต่อเครื่อง ซึ่งสามารถทำได้ผ่านระบบคลาวด์หรือจากแท่ง USB ก็ได้

ระบบโรมมิงแบบองค์กร (Enterprise State Roaming): มอบวิธีการนำเสนอประสบการณ์เสมือนจริงแก่ผู้ใช้ Azure ที่เป็นเหมือนกันในเครื่องใดๆ ก็ตาม ทำให้เครื่องที่ลงทะเบียนกลายเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการกำหนดค่าเพียงเล็กน้อย ใช้ได้เฉพาะกับองค์กรที่มีใบอนุญาต Azure เฉพาะเท่านั้น

นโยบายกลุ่ม (Group Policy): นี่คือเครื่องมือการปรับใช้แบบคลาสสิก ซึ่งให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงไฟล์ เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ เดียวกันเมื่อจับคู่กับเซิร์ฟเวอร์ Windows

โหมดคีออสก์ (Kiosk Mode): ล็อกเครื่องเพื่อใช้เป็นเทอร์มินอลข้อมูลสาธารณะ เช่น จุดข้อมูลนักท่องเที่ยวและจุดลงชื่อเข้าใช้อาคาร ซึ่งสามารถทำได้ทีละรายการ หรือทำผ่านการปรับใช้ระบบคลาวด์ผ่านฟีเจอร์การจัดการอุปกรณ์เคลื่อนที่ก็ได้

สโตร์ Microsoft สำหรับธุรกิจ (Microsoft Store for Business): นี่คือสโตร์ Microsoft แบบมาตรฐานเวอร์ชันที่กำหนดค่าได้ ซึ่งช่วยให้พนักงานสามารถดาวน์โหลดได้เฉพาะแอปที่คุณต้องการเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ผู้ดูแลระบบสามารถตั้งค่าไม่ให้มีการดาวน์โหลดเกมใดๆ หรือระบบย่อยของ OS อื่น เช่น ลินุกซ์และแอนดรอยด์ เป็นต้น

การจัดการอุปกรณ์เคลื่อนที่ (Mobile Device Management): ฟีเจอร์ที่เป็นหนทางรักษาความปลอดภัยอุปกรณ์แต่ละเครื่องผ่านแอปของบุคคลที่สาม Microsoft มีแพ็คเกจ InTune ของตัวเองให้ใช้ แต่ถ้าคุณกำลังใช้สภาพแวดล้อมเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทอื่นอยู่ ส่วนใหญ่เซิร์ฟเวอร์พวกนั้นจะใช้โปรโตคอล MDM ซึ่งตรงจุดนี้อาจทำให้บางธุรกิจทำงานสะดุดได้ คุณอาจคิดว่าผู้ขายของคุณดูแลคุณแล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้ฟีเจอร์นี้ อย่างไรก็ตาม ในหลายสภาพแวดล้อมที่มีการปรับใช้นั้นเป็นกรณีของการพึ่งพิงใช้ร่วมกัน ดังนั้นถ้าเกิดจะไม่สนใจตรงนี้อาจจะต้องทำอย่างระมัดระวังหน่อย


มีอะไรขาดหายไปใน Windows 11 Pro?

คำตอบสั้นๆ เลยก็คือ ไม่มี ‘ข้อเสีย’ อะไรทั้งนั้นในการใช้งาน Windows 11 Pro

ทั้งสองเวอร์ชันต่างก็จัดเต็มครบชุดการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นระบบรองรับการเล่นเกมแบบบกระดับ การเข้าถึงระบบย่อยของ Android การบูรณาการกับ Microsoft Teams อย่างล้ำลึก รวมถึงบริการรักษาความปลอดภัยและป้องกันมัลแวร์ในตัวของ Microsoft อันที่จริง สำหรับผู้ใช้  Windows 11 Home และ Windows 11 Pro แทบมองไม่เห็นความแตกต่างเลย

เช่นเดียวกันกับรุ่น ‘Pro’ ของสมาร์ทโฟนยุคใหม่ ก็คือมีฟีเจอร์ที่ผู้ใช้หลายคนคงไม่มีทางได้ใช้ Windows 11 Pro เองก็มีข้อดีเฉพาะเมื่อใช้งานกับเครื่องที่ใช้ในสภาพแวดล้อมเครือข่ายระดับองค์กรเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น  Windows 11 Home ยังอัปเกรดเป็น Windows 11 Pro ได้ด้วยการซื้อคีย์อัปเกรด ดังนั้นก่อนที่คุณจ่ายเงินเพี่ม ลองดูก่อนว่าใช้เพียง Windows 11 Home ก็เพียงพอเหมาะสมกับธุรกิจของคุณแล้วหรือไม่ แล้วคุณจะตกใจเลยล่ะ



ที่มา: 
https://bit.ly/3vlfGTR

Array
(
    [0] => Array
        (
            [name] => Home
            [url] => https://www.quickserv.co.th
        )

    [1] => Array
        (
            [name] => Knowledge Base
            [url] => https://www.quickserv.co.th/knowledge-base
        )

    [2] => Array
        (
            [name] => Solutions
            [url] => https://www.quickserv.co.th/knowledge-base/solutions
        )

    [3] => Array
        (
            [name] => Windows 11 Home Vs Pro แตกต่างกันอย่างไร
            [url] => https://www.quickserv.co.th/knowledge-base/solutions/windows-11-home-vs-pro-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3
        )

)
ควิกเซิร์ฟ
สินค้า
งานระบบ
บริการ
กิจกรรม
ออนไลน์