แฮคติวิสม์ (Hacktivism) คืออะไร
Please wait...
1775105228.jpg
1773384609.jpg
1775207571.jpg
1775106003.jpg
1749092473.png
1774954005.jpg
1771836788.jpg
1773721891.jpg
1774954580.jpg
SOLUTIONS CORNER
แฮคติวิสม์ (Hacktivism) คืออะไร

แฮคติวิสม์ (Hacktivism) คืออะไร?

hacktivism คือ

จะเป็น Anonymous หรือ Omega หรือใครก็ตาม แฮคเกอร์ผู้มีจิตสำนึกเหล่านี้มีอยู่จริง

การเจาะรหัสมักถูกโยงเข้ากับการก่ออาชญากรรมที่มุ่งโจมตีเว็บไซต์หรือปล่อยมัลแวร์เรียกเงินอยู่บ่อย ๆ แต่แฮคเกอร์บางคนอาจจะไม่ได้ทำไปเพื่อเงิน ด้วยความที่มีกระแสตื่นตัวทางการเมืองในสังคมสูง แฮคเกอร์บางคนจึงเลือกใช้ทักษะของตัวเองในการโจมตีอย่างมีเป้าหมาย เพื่อเป็นการประกาศจุดยืนของตน


แฮคติวิสม์ (Hacktivism) คืออะไร?

คำว่า ‘แฮคติวิสม์’ เกิดขึ้นช่วงกลางยุค 90’ โดย Omega หนึ่งในกลุ่มแฮคเกอร์ Cult of the Dead Cow แต่คำดังกล่าวก็เพิ่งมามีชื่อเสีย (ง) เอาจริง ๆ เมื่อราว ๆ ช่วงปี 2010 และถึงแม้ว่ารูปแบบการโจมตีของแฮคติวิสม์จะพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละปี คำดังกล่าวก็ยังคงความหมายในรูปแบบเดิม นั่นก็คือ การใช้ทักษะทางคอมพิวเตอร์ในการก่ออารยะขัดขืนเพื่อรณรงค์เป้าหมายทางการเมืองหรือเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม

ในส่วนของแรงบันดาลใจที่เป็นตัวขับเคลื่อนเหล่าแฮคติวิสต์นั้น ก็มีเครื่องมือและหลากหลายวิธีการแล้วแต่จะใช้ แต่วิธีหนึ่งที่นิยมมากที่สุดก็คือการโจมตี Ddos ที่เน้นถล่มโจมตีเว็บไซต์ด้วย traffic ปลอมๆ นั่นเอง

ก่อนหน้านี้ แฮคติวิสต์มักพึ่งการขโมยข้อมูลไฟล์หรือบันทึกเสียงของเป้าหมายเพื่อทำการเปิดโปงข้อมูลดังกล่าวลงพื้นที่สาธารณะอย่างอินเตอร์เน็ต วิธีการนี้มักใช้กับเป้าหมายที่มีบางอย่างต้องแอบซ่อน เช่นบริษัทยักษ์ใหญ่หรือรัฐบาล เป้าหมายหลัก ๆ มักเป็นกลุ่มทุนที่บริจาคให้กับการรณรงค์หาเสียง หรือบุคคลที่โดนข้อกล่าวหาว่าเลี่ยงภาษีรวมอยู่ด้วย


ความเป็นมาของแฮคติวิสม์

แฮคติวิสม์มีที่มาจากโลกอินเตอร์เน็ตนับตั้งแต่ยุคที่แฮคเกอร์ยังชุมนุมกันอยู่บน Usenet และเว็บบอร์ดต่าง ๆ ส่วนใหญ่แฮคเกอร์ยุคแรกเริ่มเหล่านี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์หัวเอียงซ้ายที่เป็นปฏิปักษ์กับทุนนิยมและบริษัทใหญ่ยักษ์ สิ่งนี้ได้ผสมผสานเข้ากับความซุกซนที่ไร้การควบคุม และความชื่นชอบในการปั่นหัวฝูงชนและระบบ ซึ่งนำไปสู่การเจาะรหัสมากมายหลายครั้งเพื่อประท้วงประเด็นทางสังคมและประเด็นทางการเมืองนั่นเอง

แฮคเกอร์มักใช้มัลแวร์หลากหลายรูปแบบในการขัดขวางการทำงานของเป้าหมาย โดยทำให้ระบบและเครือข่ายของเป้าหมายทำงานไม่ได้ ตัวอย่างในยุคแรกสุดคือปฏิบัติการที่มีชื่อสุดตลกว่า ‘หนอนน้อยสู้ไอ้ฆาตกรนิวเคลียร์’ หรือ  W.A.N.K (ตัวย่อชัดเจนมาก!) ในปี 1989 มัลแวร์ถูกปล่อยในระบบเครือข่ายของ NASA เพื่อประท้วงการปล่อยจรวดขนยานกาลิเลโอซึ่งใช้นิวเคลียร์เป็นเชื้อเพลิงออกสู่อวกาศ  เจ้าหน้าที่รายงานว่าการโจมตีดังกล่าวได้ทำให้โครงการสูญเสียไปกว่าครึ่งล้านดอลลาร์ อันเนื่องมาจากสูญเสียทรัพยากรและเวลาในการแก้ไข


Anonymous

ในส่วนของแฮคติวิสม์ยุคใหม่นั้น กลุ่มของพวกเขาถูกเรียกว่า ‘Anonymous’  กลุ่มนี้โผล่มาครั้งแรกในปี 2020 แต่เดิมทีชื่อ ‘Anonymous’ เป็นชื่อที่เรียกกลุ่มผู้ใช้บนเว็บบอร์ด 4chan แบบรวมๆ คนพวกนี้มักจะรวมกลุ่มกันโจมตีเป้าหมายแบบเล่น ๆ ไม่มีอะไรทำ การโจมตีเหล่านี้มีทั้งการเล่นตลกเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่นการสั่งพิซซ่าจำนวนมากไปส่งบ้านคนอื่น และมีทั้งการโจมตีแย่ ๆ แบบการถล่ม Ddos ใส่เว็บไซต์คนอื่นหรือเปิดโปงตัวจริงของคนอื่นบนโลกออนไลน์

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Anonymous มีความแตกต่างจากที่อื่นก็คือมันไม่มีการสมัครสมาชิกอย่างเป็นทางการ ไม่มีส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมสั่งการสมาชิกคนอื่น และไม่มีโครงสร้างองค์กรภายในใด ๆ ใคร ๆ ก็เข้าร่วมปฏิบัติการได้ และใช้วิธีโหวตเลือกเป้าหมายกับวิธีโจมตีกันในหมู่สมาชิกและแฟน ๆ ที่คอยติดตาม ในยุคแรก  Anonymous ไม่ได้มุุ่งเน้นประเด็นทางการเมืองหรือเรื่องอุดมการณ์อะไรขนาดนั้น แต่มักมุ่งโจมตีคนดังในโลกอินเตอร์เน็ตที่เหล่าสมาชิกรู้สึกว่าต้อง ‘จัด’ สักหน่อยแล้วมากกว่า 

จุดเปลี่ยนที่นำกลุ่มดังกล่าวเข้าสู่ความเป็นแฮคติวิสม์ครั้งแรกก็คือปฏิบัติการในปี 2008 ที่เกิดแคมเปญการโจมตีลัทธิไซแอนโทโลจี (Church of Scientology) ปฏิบัติการดังกล่าวมีชื่อว่า ‘ปฏิบัติการ  Canology’ ซึ่งก็คือการถล่ม Ddos เว็บไซต์ของไซแอนโทโลจีเป็นเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์ ควบคู่ไปกับการประท้วงในโลกจริง ณ หลาย ๆ ศูนย์ของไซแอนโทโลจี เหล่าผู้ประท้วงทำการหยิบยืมหน้ากาก Guy Fawkes มาจากกราฟฟิคโนเวลเรื่อง V for Vendatta ซึ่งก็บังเอิญให้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นภาพจำของแฮคติวิสม์ในเวลาต่อมา

นอกจากปฏิบัติการ Canology แล้ว Anonymous ยังมีส่วนร่วมต่อสู้กับความพยายามที่จะขัดขวางเสรีภาพทางอินเตอร์เน็ต พวกเขาพยายามสู้กับร่างรัฐบัญญัติหยุดยั้งการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Stop Online Piracy Act: SOPA) และร่างรัฐบัญญัติคุ้มครองไอพี (Protect Intellectual Property Act: PIPA) ซึ่งทั้งสองร่างถูกกล่าวหาว่ามีเจตนาจะเซ็นเซอร์เว็บไซต์ต่าง ๆ และในปีต่อ ๆ มา กลุ่ม Anonymous ยังพยายามโจมตีกลุ่มผู้ก่อการร้ายอย่าง ISIS ในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเป้าไปที่เว็บไชต์และบัญชีโซเชียลมีเดียที่ใช้ในการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อของเหล่า ISIS

แฮคติวิสม์เป็นประเด็นที่มีการโต้เถียงกันอย่างกว้างขวาง ในขณะที่หลายคนมองว่าการโจมตีไซเบอร์เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ต่อให้กระทำไปด้วยคุณธรรมสูงส่งอย่างไรก็ตามที ก็ยังมีอีกหลายคนที่ชื่นชมเหล่าแฮคเกอร์อย่าง Anonymous และคนอื่น ๆ ที่ทำตนเป็นศาลเตี้ยอยู่


แฮคติวิสม์ยุคหลัง

ถึงแม้ว่าตอนนี้แฮคติวิสม์อาจไม่ได้มีกระแสเหมือนช่วงพีค ๆ ของ Anonymous แล้ว แต่ในปี 2020 ก็ยังมีเหตุการณ์แฮคติวิสม์เกิดขึ้นอยู่ดี

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือตัวอย่างในเดือนกรกฎาคมที่แฮคเกอร์กลุ่มหนึ่งทำการเจาะระบบผู้รับเหมารายใหญ่รายหนึ่งที่ทำสัญญากับหน่วยข่าวกรองลับของรัสเซียได้สำเร็จ พวกเขาล้วงข้อมูลลับกว่า 7.5TB ออกมาได้ และทำการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวให้แฮคเกอร์คนอื่น ๆ และนักข่าว ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ที่ได้มานั้นคือข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับโครงการไอทีของรัฐบาล ซึ่งถูกจ้างโดยหน่วยความมั่นคงกลางของรัสเซีย (Federal Security Service of the Russian Federation: FSB)

อีกหนึ่งเหตุการณ์อันน่าจดจำที่เกี่ยวกับ Anonymous ก็คือ หลังจากการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ในวันที่ 25 พฤษภาคม มีรายงานว่ากลุ่มดังกล่าวได้รวมตัวกันเพื่อปิดเว็บไซต์ตำรวจรัฐมินนิแอโปลิส ซึ่งเมื่อกู้เว็บไซต์คืนได้ ผู้ใช้ทุกคนต้องกรอก captcha เพื่อให้แน่ใจว่าตนไม่ใช่บอทโจมตี Ddos
 
ที่มา: 
https://bit.ly/37Nenle
ควิกเซิร์ฟ
สินค้า
งานระบบ
บริการ
กิจกรรม
ออนไลน์